The-origi-period

ต้นกำเนิดศิลปะของแต่ละยุค

‘ศิลปะ’ คือ สิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมา โดยแสดงออกมาจากความรู้สึก อารมณ์ จากจินตนาการ หรือได้มาจากจินตนาการซึ่งคิดขึ้นมาเอง งานศิลปะอันแสนมีคุณค่าจะมาจากการแก้ปัญหาที่ต้องใช้ความรู้อันสูงส่ง มีความเข้าใจในโลก ในธรรมชาติ อีกทั้งยังมีความเข้าใจในมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

จุดเริ่มต้นเพราะมนุษย์ต้องการความสะดวกสบาย

มนุษย์ในยุคโบราณ จำเป็นต้องมีการประดิษฐ์รวมทั้งพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ปลอดภัยอันมีความเหมาะต่อการดำรงชีพรวมทั้งเพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ที่พักอาศัยแบบง่ายๆ อาวุธที่ได้มาจากธรรมชาตินำมาประดิษฐ์, การสร้างภาชนะที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้มาจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น อีกทั้งยังช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในการดำรงชีวิตอีกด้วย โดยมีความแตกต่างจากธรรมชาติ และการพัฒนาในระยะต่อมาเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์ได้ทำความรู้จักกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพราะบางเหตุการณ์มีความน่ากลัว อีกทั้งยังเป็นสิ่งเหนือคำอธิบายในยุคนั้น ด้วยความไม่รู้จึงเกิดความเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์อำนาจอันแสนยิ่งใหญ่ ทำให้ก่อเกิดพิธีกรรมต่างๆ จนกระทั่งพัฒนากลายมาเป็นเป็นลัทธิ ความเชื่อ จนกระทั่งกลายเป็นศาสนาที่มีความหลากหลาย ณ ปัจจุบัน โดยศิลปะที่ได้มีการถูกสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อนำมาประกอบในพิธีกรรมเหล่านี้ด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจ ให้แก่มนุษย์ในยุคสมัยต่อมา สร้างงานซึ่งมีผลงานดีๆ ยิ่งขึ้นต่อไป

ศิลปะตามความหมาย_มีรูปแบบเฉพาะ

‘วิจิตรศิลป์’ คือ คำที่คิดขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษ 18 นำมาใช้เรียกงานศิลปะอันมีจุดมุ่งหมายในการสร้างขึ้นเพื่อยกระดับปัญญาและสื่อถึงอารมณ์ สำหรับคำนี้มีการแยะออกจาก ‘ประยุกต์ศิลป์’ โดยเป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว และตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ 19 เป็นต้นมาการจำแนกผลงาน ‘ศิลปะ’ เกิดแนวโน้มใหม่ ซึ่งจะไม่เรียกสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทางด้านการใช้เพียงอย่างเดียวว่างานศิลปะอีกต่อไป หากแต่จะเปลี่ยนมาใช้คำว่า อุตสาหกรรม, วิศวกรรม, เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ประยุกต์แทน

ความเข้าในในงาน ประยุกต์ศิลป์

สำหรับคำๆ นี้ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อใช้เรียกงานศิลปะซึ่งมีการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยเข้าไปด้วย เช่น การตกแต่งบ้าน, สิ่งทอ, เครื่องเคลือบดินเผา เป็นต้น หากแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่นักปราชญ์ให้ความเห็นตรงกัน คือ ศิลปะจัดเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นถึงแม้ธรรมชาติจะมีความสวยงามมากขนาดไหนหากแต่ก็ไม่ใช่ศิลปะเสมอไป เช่น ความงดงามของดอกไม้, ความเขียวขจีของต้นไม้ป่าเขา, วิวทะเล และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางความงาม หากแต่จัดอยู่ในปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น

The-Last-Supper

มีใครบ้างในภาพ “The Last Supper”

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกันดีกับภาพเขียนบนฝาผนังชื่อดัง “The Last Supper” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่พระเยซูทรงร่วมโต๊ะกับเหล่าบรรดาสาวกทั้ง 12 คน ก่อนที่จะถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขน โดยเป็นฝีมือการวาดของจิตรกรที่ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี คือลีโอนาโด ดาวินชี ภาพนี้ถูกวาดเมื่อปี 1945 และใช้เวลามากกว่า 3 ปีด้วยกันถึงจะเสร็จสมบูรณ์

โดยอาหารค่ำมื้อสุดท้ายนั่นพระเยซูได้ประทานให้แก่สานุศิษย์ทั้ง 12 องค์ และหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารกลับทรยศพระองค์คือ ยูดาส ว่ากันว่า ยูดาสไปเข้ากับฝ่ายผู้นำชาวยิว และได้เสนอตัวว่าจะช่วยวางแผนจับพระเยซูให้ เพราะยูดาสทราบดีว่า หลังอาหารมื้อค่ำนี้พระเยซูจะเดินทางไปภาวนา ยังสถานที่ เกสเซมานี ณ.บริเวณเชิงเขาที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเยรูซาเล็ม

ซึ่งบนโต๊ะอาหารพระองค์ทรงหยิบขนมปังบิออกแล้วยื่นให้กับเหล่าสานุศิษย์ พร้อมกับตรัสว่า “รับเอาขนมปังชิ้นนี้ไปกินกันให้ทั่วนี้เป็นกายของเราที่มอบให้แด่ท่าน” หลังจากนั้นทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นยื่นให้กับสานุศิษย์และตรัสว่า “นี่คือโลหิตของเรา เป็นโลหิตแห่งพันธะสัญญาใหม่อันยืนยง โลหิตจะหลั่งออกมาเพื่ออภัยให้กับบาปของพวกท่านทั้งหลายจงทำการนี้แล้วระลึกถึงเราเถิด”

ส่วนนักบุญที่ร่วมบนโต๊ะอาหารค่ำมือสุดท้ายกับพระเยซู มีดังนี้

  1. นักบุญมัสธีอัส (แทนยูดาส)
  2. นักบุญซีมอน
  3. ยูดาส (ผู้ทรยศพระองค์)
  4. นักบุญ ยากอบ (บุตรของอัลเฟอัส)
  5. นักบุญมัธทิว
  6. นักบุญโธมัส (หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนชีพ ทรงยื่นมือที่มีร่องรอยตะปูให้กับนักบุญโธมัสเอานิ้วแยงลงไปตามรอยตะปู เพราะในตอนแรกนักบุญโธมัสยังไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพได้จริง
  7. นักบุญบาร์โทโลมิว
  8. นักบุญฟิลิป
  9. นักบุญยอห์น
  10. นักบุญยากอบ หรือยาโกเบ (พี่ชายของยอห์น)
  11. นักบุญอังดูรว์ (น้องชายนักบุญเปโตร)
  12. นักบุญเปโตร

เรื่องของภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่องค์พระเยซูถูกทรยศหลังจากอาหารมื้อนั้น ในความเป็นจริงแล้วคัมภีร์  ไบเบิ้ลไม่ได้บันทึกเอาไว้ ว่าผู้ร่วมโต๊ะอาหารมีใครบ้าง ใครนั่งตรงจุดไหน รวมทั้งอาหารที่อยู่บนโต๊ะ โดยตำแหน่งที่นั่งเป็นสิ่งที่ลีโอนาร์โด ดาวินชี จิตรกรผู้วาดได้วาดภาพ The Last Supper ตามจิตนาการขึ้นเองว่าใครควรอยู่ตรงไหน แถมในภาพวาดยังปรากฏส้ม ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักส้มเลย คาดว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เพิ่มเข้าไปเองเสียมากกว่า

element

องค์ประกอบของทัศนศิลป์มีอะไรบ้าง?

ก่อนที่เราจะรู้ว่าองค์ประกอบของทัศนศิลป์มีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักความหมายของทัศนศิลป์กันก่อน ซึ่งก็คือ ศิลปะที่เราสามารถสัมผัสได้จากสายตาทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ส่วนมากจะเป็นงานจำพวกวิจิตศิลป์ เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม เป็นต้น

องค์ประกอบของทัศนศิลป์ คือส่วนประกอบย่อยๆ ที่นำมาประกอบรวมกันเป็นรูปเป็นร่าง อาทิ ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายอย่าง เช่น ลำตัว แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ แต่ถ้าในทางศิลปะก็จะเป็นการนำ แสงเงา เส้น สี น้ำหนัก มาประกอบรวมกันให้มีความกลมกลืน สวยงาม สอดคล้องกันอย่างลงตัว โดยจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

พื้นฐานขององค์ประกอบทัศนศิลป์ ได้แก่

  1. เอกภาพ หมายถึงการจัดภาพให้สัมพันธ์รวมเป็นกลุ่มหรือหน่วยเดียวกัน ตรงบริเวณใด บริเวณหนึ่งของภาพนั้นๆ ไม่จัดวางแบบกระจัดกระจายให้เกิดความสับสน และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหรือความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนได้อย่างมีอิสระเสรี
  2. ความสมดุล คือการจัดวางวัตถุในภาพ ให้มีน้ำหนักสมดุลทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา โดยปกติงานศิลปะมักจะกำหนดไว้ตรงจุดกึ่งกลางหรือศูนย์กลางของภาพ แต่ทว่าถ้าจะแบ่งเป็น ซ้าย ขวา บน ล่าง จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องวางให้เหมาะสม โดยการจัดให้มีความสมดุลยังแยกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
    • จัดวางแบบสมมาตร คือ เลือกวางภาพที่มีรูปร่าง รูปทรง ที่มีความคล้ายกันทั้งซ้าย และ ขวา
    • จัดวางแบบอสมมาตร คือ ภาพที่มีรูปร่างแตกต่างกัน อยู่ช่วงระหว่างเส้นแกนแนวดิ่ง และแนวตั้ง ให้ถ่วงน้ำหนักอย่างสมดุลกันได้
  3. จุดสนใจ ภาพแต่ละภาพนั้น อาจจะกำหนดจุดสนใจเพียงจุดเดียว หรือจะหลายจุดก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่จะดึงดูดความน่าสนใจของภาพได้ ส่วนวิธีจะสร้างจุดสนใจมีด้วยกัน 2 แบบ คือ
    • ใช้เส้น เพื่อดึงดูดความสนใจ ต้องนำส่วนประกอบโดยรอบมาช่วยทำให้เส้นมีความเด่นชัดมากขึ้น เช่น การความอ่อนของพื้นหรือเน้นเส้นโดยรอบของสิ่งที่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้กับภาพ
    • ใช้สี ในการจัดองค์ประกอบภาพ เพราะสีจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ กันออกไป ฉะนั้นการใช้สีดึงจุดศูนย์กลางควรเลือกสีที่มีความสดใน และคำนึงถึงความอ่อนแกของพื้นที่ภาพด้วย
  4. จังหวะ ในงานศิลปะคือการเว้นบริเวณว่าง หรือ ช่องว่าง เพื่อทำให้ภาพเกิดความเข้าใจได้ง่าย ดูครั้งแรกก็เข้าใจสิ่งที่ภาพต้องการสื่อออกมา คล้ายกับจังหวะของเพลงนั่นเอง

เมื่อเรารู้จักแล้วว่าทัศนศิลป์ระกอบไปด้วยอะไรบ้างนั้น คงพอทำให้เวลาดูภาพเขียนเราจะมีความเข้าใจมากขึ้น รวมทั้งสัมผัสได้ว่าภาพต้องการสื่อสารอะไรกับเรา ช่วยให้เราได้เห็นความงดงามของภาพด้วยเช่นกัน