The-Last-Supper

มีใครบ้างในภาพ “The Last Supper”

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกันดีกับภาพเขียนบนฝาผนังชื่อดัง “The Last Supper” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่พระเยซูทรงร่วมโต๊ะกับเหล่าบรรดาสาวกทั้ง 12 คน ก่อนที่จะถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขน โดยเป็นฝีมือการวาดของจิตรกรที่ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี คือลีโอนาโด ดาวินชี ภาพนี้ถูกวาดเมื่อปี 1945 และใช้เวลามากกว่า 3 ปีด้วยกันถึงจะเสร็จสมบูรณ์

โดยอาหารค่ำมื้อสุดท้ายนั่นพระเยซูได้ประทานให้แก่สานุศิษย์ทั้ง 12 องค์ และหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารกลับทรยศพระองค์คือ ยูดาส ว่ากันว่า ยูดาสไปเข้ากับฝ่ายผู้นำชาวยิว และได้เสนอตัวว่าจะช่วยวางแผนจับพระเยซูให้ เพราะยูดาสทราบดีว่า หลังอาหารมื้อค่ำนี้พระเยซูจะเดินทางไปภาวนา ยังสถานที่ เกสเซมานี ณ.บริเวณเชิงเขาที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเยรูซาเล็ม

ซึ่งบนโต๊ะอาหารพระองค์ทรงหยิบขนมปังบิออกแล้วยื่นให้กับเหล่าสานุศิษย์ พร้อมกับตรัสว่า “รับเอาขนมปังชิ้นนี้ไปกินกันให้ทั่วนี้เป็นกายของเราที่มอบให้แด่ท่าน” หลังจากนั้นทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นยื่นให้กับสานุศิษย์และตรัสว่า “นี่คือโลหิตของเรา เป็นโลหิตแห่งพันธะสัญญาใหม่อันยืนยง โลหิตจะหลั่งออกมาเพื่ออภัยให้กับบาปของพวกท่านทั้งหลายจงทำการนี้แล้วระลึกถึงเราเถิด”

ส่วนนักบุญที่ร่วมบนโต๊ะอาหารค่ำมือสุดท้ายกับพระเยซู มีดังนี้

  1. นักบุญมัสธีอัส (แทนยูดาส)
  2. นักบุญซีมอน
  3. ยูดาส (ผู้ทรยศพระองค์)
  4. นักบุญ ยากอบ (บุตรของอัลเฟอัส)
  5. นักบุญมัธทิว
  6. นักบุญโธมัส (หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนชีพ ทรงยื่นมือที่มีร่องรอยตะปูให้กับนักบุญโธมัสเอานิ้วแยงลงไปตามรอยตะปู เพราะในตอนแรกนักบุญโธมัสยังไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพได้จริง
  7. นักบุญบาร์โทโลมิว
  8. นักบุญฟิลิป
  9. นักบุญยอห์น
  10. นักบุญยากอบ หรือยาโกเบ (พี่ชายของยอห์น)
  11. นักบุญอังดูรว์ (น้องชายนักบุญเปโตร)
  12. นักบุญเปโตร

เรื่องของภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่องค์พระเยซูถูกทรยศหลังจากอาหารมื้อนั้น ในความเป็นจริงแล้วคัมภีร์  ไบเบิ้ลไม่ได้บันทึกเอาไว้ ว่าผู้ร่วมโต๊ะอาหารมีใครบ้าง ใครนั่งตรงจุดไหน รวมทั้งอาหารที่อยู่บนโต๊ะ โดยตำแหน่งที่นั่งเป็นสิ่งที่ลีโอนาร์โด ดาวินชี จิตรกรผู้วาดได้วาดภาพ The Last Supper ตามจิตนาการขึ้นเองว่าใครควรอยู่ตรงไหน แถมในภาพวาดยังปรากฏส้ม ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักส้มเลย คาดว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เพิ่มเข้าไปเองเสียมากกว่า

element

องค์ประกอบของทัศนศิลป์มีอะไรบ้าง?

ก่อนที่เราจะรู้ว่าองค์ประกอบของทัศนศิลป์มีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักความหมายของทัศนศิลป์กันก่อน ซึ่งก็คือ ศิลปะที่เราสามารถสัมผัสได้จากสายตาทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ส่วนมากจะเป็นงานจำพวกวิจิตศิลป์ เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม เป็นต้น

องค์ประกอบของทัศนศิลป์ คือส่วนประกอบย่อยๆ ที่นำมาประกอบรวมกันเป็นรูปเป็นร่าง อาทิ ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายอย่าง เช่น ลำตัว แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ แต่ถ้าในทางศิลปะก็จะเป็นการนำ แสงเงา เส้น สี น้ำหนัก มาประกอบรวมกันให้มีความกลมกลืน สวยงาม สอดคล้องกันอย่างลงตัว โดยจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

พื้นฐานขององค์ประกอบทัศนศิลป์ ได้แก่

  1. เอกภาพ หมายถึงการจัดภาพให้สัมพันธ์รวมเป็นกลุ่มหรือหน่วยเดียวกัน ตรงบริเวณใด บริเวณหนึ่งของภาพนั้นๆ ไม่จัดวางแบบกระจัดกระจายให้เกิดความสับสน และไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหรือความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนได้อย่างมีอิสระเสรี
  2. ความสมดุล คือการจัดวางวัตถุในภาพ ให้มีน้ำหนักสมดุลทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา โดยปกติงานศิลปะมักจะกำหนดไว้ตรงจุดกึ่งกลางหรือศูนย์กลางของภาพ แต่ทว่าถ้าจะแบ่งเป็น ซ้าย ขวา บน ล่าง จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องวางให้เหมาะสม โดยการจัดให้มีความสมดุลยังแยกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
    • จัดวางแบบสมมาตร คือ เลือกวางภาพที่มีรูปร่าง รูปทรง ที่มีความคล้ายกันทั้งซ้าย และ ขวา
    • จัดวางแบบอสมมาตร คือ ภาพที่มีรูปร่างแตกต่างกัน อยู่ช่วงระหว่างเส้นแกนแนวดิ่ง และแนวตั้ง ให้ถ่วงน้ำหนักอย่างสมดุลกันได้
  3. จุดสนใจ ภาพแต่ละภาพนั้น อาจจะกำหนดจุดสนใจเพียงจุดเดียว หรือจะหลายจุดก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่จะดึงดูดความน่าสนใจของภาพได้ ส่วนวิธีจะสร้างจุดสนใจมีด้วยกัน 2 แบบ คือ
    • ใช้เส้น เพื่อดึงดูดความสนใจ ต้องนำส่วนประกอบโดยรอบมาช่วยทำให้เส้นมีความเด่นชัดมากขึ้น เช่น การความอ่อนของพื้นหรือเน้นเส้นโดยรอบของสิ่งที่ต้องการสร้างความโดดเด่นให้กับภาพ
    • ใช้สี ในการจัดองค์ประกอบภาพ เพราะสีจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ กันออกไป ฉะนั้นการใช้สีดึงจุดศูนย์กลางควรเลือกสีที่มีความสดใน และคำนึงถึงความอ่อนแกของพื้นที่ภาพด้วย
  4. จังหวะ ในงานศิลปะคือการเว้นบริเวณว่าง หรือ ช่องว่าง เพื่อทำให้ภาพเกิดความเข้าใจได้ง่าย ดูครั้งแรกก็เข้าใจสิ่งที่ภาพต้องการสื่อออกมา คล้ายกับจังหวะของเพลงนั่นเอง

เมื่อเรารู้จักแล้วว่าทัศนศิลป์ระกอบไปด้วยอะไรบ้างนั้น คงพอทำให้เวลาดูภาพเขียนเราจะมีความเข้าใจมากขึ้น รวมทั้งสัมผัสได้ว่าภาพต้องการสื่อสารอะไรกับเรา ช่วยให้เราได้เห็นความงดงามของภาพด้วยเช่นกัน

Thai-art-

ประวัติศาสตร์ศิลปะที่คนไทยควรภูมิใจ

ความโชคดีของคนไทย คือเรามีเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติ ด้วยเพราะประเทศไทยเป็นชาติที่มีศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีมาอย่างยาวนาน นักประวัติศาสตร์ศิลปะกล่าวว่าศิลปะไทยน่าจะมีมาตั้งแต่ราวสมัยพ.ศ.300 โดยเข้ามาทางพระพุทธศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อศิลปะของไทยทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาษา ศิลปกรรม เราสามารถเห็นตัวอย่างได้ศิลปะในสมัยต่างๆ เช่น ศรีวิชัย ทวาราวดี ลพบุรี เมื่อชาติไทยได้มีการรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ศิลปะเหล่านี้ก็กลายเป็นศิลปะไทยนั่นเอง

ซึ่งลักษณะของศิลปะไทยจะเน้นรูปแบบที่มีความเฉพาะตัว อ่อนช้อย ละเมียดละไม แต่ก็ยังแฝงไปด้วยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทยไว้อย่างเหมาะเจาะลงตัว โดยเราจะเห็นได้จากภาพตัวอย่างตามฝาผนังวัดวาอาราม, ปราสาทราชวัง, เครื่องประดับ และเครื่องใช้ต่างๆ ของชาววัง

ศิลปะไทยส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลมาจากธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีลักษณะที่เห็นได้ชัด ทั้งความงดงาม อ่อนหวาน นุ่มนวล ละเอียด ประณีต และยังสามารถให้เห็นถึงนิสัยใจคอจิตในของคนไทยได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเป็นงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว จะทำให้ช่วยส่งเสริมพระพุทธศาสนา เชื่อมโยงจิตใจของคนในชาติให้เกิดความศรัทธาและเลื่อมใส

Thai-art

ภาพลายไทย คือภาพที่ช่างภาพได้ประดิษฐ์ขึ้นด้วยการใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ นำมาดัดแปลงให้เกิดลวดลายใหม่ที่สวยงามและมีสีสันที่แปลกตา เช่น ลายก้ามปู รวงข้าว เปลวไฟ ดอกบัว และตาอ้อย เริ่มแรกลายไทยถูกเรียกว่า กระหนก ซึ่งก็คือลวดลาย ได้แก่ กระหนกก้านขด กระหนกลาย หลังจากนั้นก็ได้ถูกเปลี่ยนมาใช้คำว่า กนก ตามหลักฐานชี้ว่า กระหนกน่าจะเป็นคำตั้งแต่สมัยโบราณในยุคทราวดี และเรียกติดต่อกันมาเรื่อยๆ วัตถุประสงค์ของการเขียนภาพลายไทยก็เพื่อนำภาพมาเล่าเรื่องให้ผู้รับชมภาพเข้าใจ พร้อมสัมผัสสุนทรียภาพของความงดงาม งานศิลปกรรม

ในปัจจุบันนี้ “ศิลปะไทย” กำลังถูกอิทธิพลของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะโลกของสื่อโซเชียลที่ใช้โทรศัพท์เป็นสื่อกลางกำลังก้าวล้ำยุคไปมาก จนสามารถเห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจนระหว่างศิลปะไทยยุคเก่ากับยุคใหม่ โลกในยุคที่อะไรก็ทันสมัยไปเสียหมดทำให้บางครั้งคนไทยก็ลืมความเป็นตันตนของชาติ และส่งผลให้เกิดความสับสนในสังคมไทยอย่างไม่ทันรู้ตัว ฉะนั้นหากคนไทยด้วยกันเองไม่พยายามที่จะรักษาหรืออนุรักษ์ศิลปะไทยเอาไว้ อนาคตข้างหน้าลูกหลานของเราอาจจะลืมเลือนความเป็นไทยไปเสียหมด และรับเอาอิทธิพลต่างชาติเข้ามาแทนที่ และเมื่อนั่นเราก็จะสูญเสียความภาคภูมิใจที่บรรพบุรุษของเราสร้างมา