The-modern-art

ความหมายของศิลปะสมัยใหม่ คือ

‘ศิลปะสมัยใหม่’ คือ ถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษ 19 เป็นคำที่ใช้เรื่อยมา จวบจนกระทั่งคริสต์ทศวรรษ 1970 ซึ่งในปัจจุบันนี้มักเรียกว่า ‘ศิลปะร่วมสมัย’ มากกว่า ซึ่งเป็นงานดำเนินงานอันมีลักษณะเป็นสากล อีกทั้งยังมีความโดดเด่นในเรื่องของการเป็นแบบอย่างของแต่ละบุคคลมากว่า อีกทั้งยังมีการใช้วัสดุตลอดจนเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางโลกทัศน์อย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบของศิลปะเกิดความหลายหลายมากยิ่งขึ้นและ ในขณะเดียวกัน ความรู้ทางด้านจิตวิทยารวมทั้งฟิสิกส์ก็ได้เข้ามาผสมผสาน พร้อมเรียบเรียงรูปแบบความคิดของศิลปินซึ่งมีต่อมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโลกทางกายภาพขึ้นมาใหม่อย่างงดงาม

‘ศิลปะสมัยใหม่’ ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

บางครั้งปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะ ไม่อาจอธิบายให้เกิดความเข้าใจอย่างง่ายๆ ได้ถึงแม้ว่าในเรื่องของแนวโน้มศิลปะหลายๆ แบบที่ศิลปินมีการพยายามลดคุณค่าซึ่งมาจากจิตวิญญาณของตัวเองไปบ้างก็ตาม หากแต่อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ ได้มุ่งเน้นไปยังความคิดริเริ่ม ซึ่งมีต่อสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ โดยคุณลักษณะซึ่งมีความสำคัญของงานศิลปะสมัยใหม่ ทำให้ศิลปินแต่ละคนสามารถแสดงทักษะที่มีต่อโลกรอบตัวได้อย่างน่าสนใจ เป็นการสร้างโลกทัศน์ใหม่ของตนเองจากวัสดุที่มี ผสมผสานเข้ากับการเทคนิควิธีการให้มีความแปลกใหม่ไปจากเดิม โดยคุณลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะสำคัญของงานจิตรกรรมที่มีความทันสมัยเข้ากับโลก หากแต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความน่าดึงดูด ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมตามแบบฉบับดั้งเดิมซึ่งเข้ามาผสมผสานอีกด้วย

ศิลปะสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นความเป็นตัวของตัวเอง

สำหรับ ‘ศิลปะสมัยใหม่’ จัดเป็นรูปแบบเฉพาะตัวอันเป็นอัตลักษณ์ โดยมีการมุ่งเน้นความเป็นเอกลักษณ์ของของศิลปินคนนั้นเอง และศิลปินเองมีมากมายหลายกลุ่ม และในแต่ละกลุ่มต่างก็มีวิธีการนำเสนอผลงาน ที่แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย บางกลุ่มต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม บางกลุ่มต้องการแสดงมุมมองบางอย่างที่มีความแตกต่างออกไป บางครั้งก็แสดงให้เห็นถึงสภาวะทางจิตใจของศิลปินและกลุ่มชน บ้างก็แสดงความประทับใจในความงามตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีการนำเอาวัสดุอุปกรณ์แบบใหม่ๆ รวมถึงเครื่องจักรเข้ามาใช้ในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทำให้ความสวยงามของศิลปะ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการต่อประชาชนทั่วไปอีกด้วย จากความน่าสนใจของรูปแบบศิลปะสมัยดั้งเดิม นี่เองที่ยังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม อีกทั้งยังสืบทอดต่อกันมาจนต่อเนื่องถึงยุคปัจจุบันอีกด้วย ถ้าให้สรุปความเข้าใจง่ายๆ ที่มีต่อลักษณะสำคัญของ ศิลปะสมัยใหม่ ที่มีต่อทัศนคติใหม่ๆ ซึ่งมีผลต่องานในอดีตและอนาคต

The-origi-period

ต้นกำเนิดศิลปะของแต่ละยุค

‘ศิลปะ’ คือ สิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมา โดยแสดงออกมาจากความรู้สึก อารมณ์ จากจินตนาการ หรือได้มาจากจินตนาการซึ่งคิดขึ้นมาเอง งานศิลปะอันแสนมีคุณค่าจะมาจากการแก้ปัญหาที่ต้องใช้ความรู้อันสูงส่ง มีความเข้าใจในโลก ในธรรมชาติ อีกทั้งยังมีความเข้าใจในมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

จุดเริ่มต้นเพราะมนุษย์ต้องการความสะดวกสบาย

มนุษย์ในยุคโบราณ จำเป็นต้องมีการประดิษฐ์รวมทั้งพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ปลอดภัยอันมีความเหมาะต่อการดำรงชีพรวมทั้งเพื่อสร้างความอยู่รอดอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ที่พักอาศัยแบบง่ายๆ อาวุธที่ได้มาจากธรรมชาตินำมาประดิษฐ์, การสร้างภาชนะที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้มาจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น อีกทั้งยังช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในการดำรงชีวิตอีกด้วย โดยมีความแตกต่างจากธรรมชาติ และการพัฒนาในระยะต่อมาเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์ได้ทำความรู้จักกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพราะบางเหตุการณ์มีความน่ากลัว อีกทั้งยังเป็นสิ่งเหนือคำอธิบายในยุคนั้น ด้วยความไม่รู้จึงเกิดความเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์อำนาจอันแสนยิ่งใหญ่ ทำให้ก่อเกิดพิธีกรรมต่างๆ จนกระทั่งพัฒนากลายมาเป็นเป็นลัทธิ ความเชื่อ จนกระทั่งกลายเป็นศาสนาที่มีความหลากหลาย ณ ปัจจุบัน โดยศิลปะที่ได้มีการถูกสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อนำมาประกอบในพิธีกรรมเหล่านี้ด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจ ให้แก่มนุษย์ในยุคสมัยต่อมา สร้างงานซึ่งมีผลงานดีๆ ยิ่งขึ้นต่อไป

ศิลปะตามความหมาย_มีรูปแบบเฉพาะ

‘วิจิตรศิลป์’ คือ คำที่คิดขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษ 18 นำมาใช้เรียกงานศิลปะอันมีจุดมุ่งหมายในการสร้างขึ้นเพื่อยกระดับปัญญาและสื่อถึงอารมณ์ สำหรับคำนี้มีการแยะออกจาก ‘ประยุกต์ศิลป์’ โดยเป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว และตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ 19 เป็นต้นมาการจำแนกผลงาน ‘ศิลปะ’ เกิดแนวโน้มใหม่ ซึ่งจะไม่เรียกสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทางด้านการใช้เพียงอย่างเดียวว่างานศิลปะอีกต่อไป หากแต่จะเปลี่ยนมาใช้คำว่า อุตสาหกรรม, วิศวกรรม, เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ประยุกต์แทน

ความเข้าในในงาน ประยุกต์ศิลป์

สำหรับคำๆ นี้ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อใช้เรียกงานศิลปะซึ่งมีการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยเข้าไปด้วย เช่น การตกแต่งบ้าน, สิ่งทอ, เครื่องเคลือบดินเผา เป็นต้น หากแต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่นักปราชญ์ให้ความเห็นตรงกัน คือ ศิลปะจัดเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่สิ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นถึงแม้ธรรมชาติจะมีความสวยงามมากขนาดไหนหากแต่ก็ไม่ใช่ศิลปะเสมอไป เช่น ความงดงามของดอกไม้, ความเขียวขจีของต้นไม้ป่าเขา, วิวทะเล และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางความงาม หากแต่จัดอยู่ในปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น

The-Last-Supper

มีใครบ้างในภาพ “The Last Supper”

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกันดีกับภาพเขียนบนฝาผนังชื่อดัง “The Last Supper” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่พระเยซูทรงร่วมโต๊ะกับเหล่าบรรดาสาวกทั้ง 12 คน ก่อนที่จะถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขน โดยเป็นฝีมือการวาดของจิตรกรที่ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี คือลีโอนาโด ดาวินชี ภาพนี้ถูกวาดเมื่อปี 1945 และใช้เวลามากกว่า 3 ปีด้วยกันถึงจะเสร็จสมบูรณ์

โดยอาหารค่ำมื้อสุดท้ายนั่นพระเยซูได้ประทานให้แก่สานุศิษย์ทั้ง 12 องค์ และหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหารกลับทรยศพระองค์คือ ยูดาส ว่ากันว่า ยูดาสไปเข้ากับฝ่ายผู้นำชาวยิว และได้เสนอตัวว่าจะช่วยวางแผนจับพระเยซูให้ เพราะยูดาสทราบดีว่า หลังอาหารมื้อค่ำนี้พระเยซูจะเดินทางไปภาวนา ยังสถานที่ เกสเซมานี ณ.บริเวณเชิงเขาที่อยู่ใกล้ๆ กรุงเยรูซาเล็ม

ซึ่งบนโต๊ะอาหารพระองค์ทรงหยิบขนมปังบิออกแล้วยื่นให้กับเหล่าสานุศิษย์ พร้อมกับตรัสว่า “รับเอาขนมปังชิ้นนี้ไปกินกันให้ทั่วนี้เป็นกายของเราที่มอบให้แด่ท่าน” หลังจากนั้นทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นยื่นให้กับสานุศิษย์และตรัสว่า “นี่คือโลหิตของเรา เป็นโลหิตแห่งพันธะสัญญาใหม่อันยืนยง โลหิตจะหลั่งออกมาเพื่ออภัยให้กับบาปของพวกท่านทั้งหลายจงทำการนี้แล้วระลึกถึงเราเถิด”

ส่วนนักบุญที่ร่วมบนโต๊ะอาหารค่ำมือสุดท้ายกับพระเยซู มีดังนี้

  1. นักบุญมัสธีอัส (แทนยูดาส)
  2. นักบุญซีมอน
  3. ยูดาส (ผู้ทรยศพระองค์)
  4. นักบุญ ยากอบ (บุตรของอัลเฟอัส)
  5. นักบุญมัธทิว
  6. นักบุญโธมัส (หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนชีพ ทรงยื่นมือที่มีร่องรอยตะปูให้กับนักบุญโธมัสเอานิ้วแยงลงไปตามรอยตะปู เพราะในตอนแรกนักบุญโธมัสยังไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพได้จริง
  7. นักบุญบาร์โทโลมิว
  8. นักบุญฟิลิป
  9. นักบุญยอห์น
  10. นักบุญยากอบ หรือยาโกเบ (พี่ชายของยอห์น)
  11. นักบุญอังดูรว์ (น้องชายนักบุญเปโตร)
  12. นักบุญเปโตร

เรื่องของภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่องค์พระเยซูถูกทรยศหลังจากอาหารมื้อนั้น ในความเป็นจริงแล้วคัมภีร์  ไบเบิ้ลไม่ได้บันทึกเอาไว้ ว่าผู้ร่วมโต๊ะอาหารมีใครบ้าง ใครนั่งตรงจุดไหน รวมทั้งอาหารที่อยู่บนโต๊ะ โดยตำแหน่งที่นั่งเป็นสิ่งที่ลีโอนาร์โด ดาวินชี จิตรกรผู้วาดได้วาดภาพ The Last Supper ตามจิตนาการขึ้นเองว่าใครควรอยู่ตรงไหน แถมในภาพวาดยังปรากฏส้ม ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักส้มเลย คาดว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เพิ่มเข้าไปเองเสียมากกว่า